กลับบ้านปีใหม่เข้มมาก ชี้แจงมาตรการเด็ดขาดนั่งท้ายกระบะ รับมือหยุดยาว หนักสุดยึดรถ วางแผนล่วงหน้าด้วย

10 ธันวาคม 2018 | ข่าวเด่น
Loading...

จากกรณีที่มีการแถลงอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและอุบัติเหตุทางท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2562 ช่วง 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม – 2 มกราคม 2562 โดยพบว่า หนึ่งในมาตรการที่จะเข้มงวดคือ การห้ามนั่งหลังกระบะ ซึ่งประชาชนมีความกังวลในเรื่องจะถูกดำเนินดคีนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูแลงานจราจร เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมการดูแลการจราจรช่วงหยุดยาวปีใหม่ 2562 ว่า ภายหลังจากที่มีข้อกฎหมายออกมาเกี่ยวการสั่งห้ามนั่งกระบะหลังขึ้นมาบังคับใช้แล้วนั้น นอกจากใช้ข้อกฎหมายบังคับใช้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้ดุลยพินิจในการว่ากล่าวตักเตือนก่อนเป็นหลัก เพราะการนั่งหลังกระบะโดยไม่จำเป็นอาจจะทำให้เกิดอันตราย อาทิเช่น ในจุดที่มีการบรรทุกของ อาจตะต้องดูเจตนาที่กระทำผิดเป็นหลัก ซึ่งจะต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาเป็นกรณีไป

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการคุมเข้มบังคับใช้ข้อกฎหมายการกระทำความผิดจราจรเป็นหลักตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ อย่างไรก็ตาม สาเหตุกว่าร้อยละ 70 ที่เกิดอุบัติเหตุมักจะเกิดจากการไม่มีวินัยจราจร อาทิเช่น ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมอกกันน็อก ขับรถเร็ว เมาแล้วขับ นอกจากนี้จะมีการกวดขันให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่ให้จอดกีดขวางจราจรริมถนน โดยจะให้มีการผ่อนผันให้พักในจุดที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

ผู้ช่วยผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างกรณีที่ จ.นครราชสีมา มีคนขับขี่รถจักรยานยนต์ถือโทรศัพท์เล่นโทรศัพท์ระหว่างขับรถทำให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต จึงต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อรถอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น โดยคาดหวังว่าการเริ่มข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. นี้จะสามารถทำให้ช่วยป้องกันอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายให้มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดน้อยลงได้ด้วย

ได้สั่งการให้มีการรายงานเหตุอุบัติเหตุเข้ามาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกวันจากพื้นที่ทั่วประเทศใน 10 ข้อหาหลักทุกวัน โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บเข้ารักษาพยาบาล 4 คนขึ้นไป เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาบันทึกสถิติทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ส.ส.ส.) เพื่อนำสถิติดังกล่าวมาวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุและกำหนดจุดพื้นที่มีสถิติเกิดมากที่สุดมาหาแนวทางแก้ไขอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อไป

Loading...



error: Alert: Content is protected !!